วิริยะประกันภัย ภูเก็ต

Viriyah Insurance Phuket

ข้อควรปฏิบัติ กรณีรถน้ำท่วม

P00039

เมื่อรถอยู่ในสภาพที่เต็มไปด้วยน้ำเป็นเวลานานจากภัยน้ำท่วม สิ่งที่สำคัญ คือ ขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้องต่อชิ้นส่วนต่างๆทั้งภายในและภายนอกตัวรถ ซึ่งการปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องนั้น จะช่วยรักษาส่วนประกอบต่างๆของรถให้เกิดความเสียหายในระดับที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ข้อควรปฏิบัติ กรณีรถน้ำท่วม
1. ให้ถอดขั้วแบตเตอร์รี่ทันทีที่รถเข้าอู่
2. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก และน้ำมันพาวเวอร์ทันที
3. ทำความสะอาดภายในห้องเครื่องทั้งหมด
4. ถอดกรองอากาศออกมาตรวจสอบว่ามีน้ำอยู่หรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าอาจมีน้ำเข้าไปยังชุดท่อรวมไอดีได้ ไม่ควรที่จะทำการสตาร์ทเครื่องยนต์เพราะอาจมีน้ำเข้าไปในห้องเผาไหม้และจะทำให้ก้านสูบคดได้
5. ให้ถอดหัวเทียน (เครื่องเบนซิน) หรือหัวฉีด (เครื่องดีเซล) ออกมาทุกสูบเพื่อทำการสตาร์ทไล่น้ำออกจากห้องเผาไหม้
6. ถอดล้างทำความสะอาดกล่องฟิวส์ กล่องควบคุมเครื่อง (ECU) กล่อง Air Bag กล่องเกียร์ (ถ้ามี) และให้ถอดปลั๊กไฟออกมาฉีดน้ำยาไล่ความชื้นตามขั้วปลั๊กทั้งหมด
7. ทำความสะอาดภายในรถ ทำความสะอาดเบาะแล้วตากในร่ม (ห้ามตากแดด)
8. ถอดทำความสะอาดตู้แอร์ คอยล์เย็นแอร์ และถอดทำความสะอาดแผงนวมหน้าปัทม์มาตรวัดต่างๆในเรือนไมล์
9. ทำความสะอาดและตรวจสอบไดชาร์จ และมอเตอร์สตาร์ท
10. ถอดทำความสะอาดและตรวจสอบชุดลูกรอกสายพานไทร์มิ่งต่างๆ
11. ถอดทำความสะอาดฝ้าหลังคา
12. ถอดทำความสะอาดและตรวจสอบระบบเบรคทั้ง 4 ล้อ

กรณีเกียร์ออโต้
ตรวจสอบน้ำมันเกียร์ว่ามีน้ำปะปนในน้ำมันเกียร์หรือไม่ น้ำมันเกียร์ที่มีน้ำปนอยู่จะมีลักษณะคล้ายโยเกิร์ตสตรอเบอร์รี่  ถ้าพบให้อู่ดำเนินการถอดเกียร์ออกจากเครื่องและให้นำทอร์คคอนเวเตอร์เอามาคว่ำแล้วล้างโดยการใส่น้ำมันเบนซินเข้าไปแล้วหมุนทอร์คตามเข็มนาฬิกา ทำประมาณ 2-3 ครั้ง ส่วนตัวเกียร์ให้ทำการผ่าแล้วล้างทำความสะอาดและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้าย

กรณีเกียร์ธรรมดา

ถอดหัวหมูออกแล้วทำความสะอาดชุดคลัทช์ และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้าย
นอกจากนี้ กรณีรถน้ำท่วม เราจำเป็นจะต้องตรวจสอบระดับน้ำสูงสุดที่ท่วมตัวรถ เนื่องจากปริมาณน้ำในระดับที่ต่างกัน จะมีผลต่อชิ้นส่วนที่ต้องตรวจสอบ และทำความสะอาดด้วย ดังนี้

ระดับน้ำ A-B : สูงถึงพื้นรถยนต์ แต่ไม่ถึงเบาะนั่ง
     1. ปล่อยน้ำและโคลนที่สกปรกออกจากตัวรถ
     2. ทำความสะอาดภายในห้องโดยสารด้วยน้ำสะอาด
     3. นำพรมออกจากตัวรถ ซักล้างให้สะอาดแล้วตากให้แห้ง (วางบนพื้นที่ราบห้ามตากบนราว)
     4. เปิดประตูห้องโดยสารเพื่อระบายอากาศให้ถ่ายเท
     5. ล้างภายในห้องเครื่องยนต์และใต้เครื่องยนต์ก่อนที่จะเป่าไล่น้ำให้แห้ง
     6. เปลี่ยนน้ำมันเกียร์
     7. เปลี่ยนถ่ายน้ำมัน หรือสารหล่อลื่นที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่น้ำท่วมถึง
     8. ล้างทำความสะอาดไดสตาร์ท ฉีดน้ำยาไล่ความชื้นและเป่าลมให้แห้ง
     9. ทำความสะอาดชุดกล่องควบคุม ปลั๊กไฟต่างๆ และฉีดน้ำยาไล่ความชื้น
    10. ล้างทำความสะอาดและตรวจเช็คชุดเบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมทั้งเป่าลมให้แห้ง
    11. ทำความสะอาดไล่ความชื้นออกจาก Air Flow (เฉพาะเครื่องยนต์เบนซิน)
    12. ทำความสะอาดชุดเข็มขัดนิรภัย
    13. ทำความสะอาดภายนอกตัวรถ

ระดับน้ำ B-C : สูงถึงเบาะนั่ง 
     1. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและเปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่อง
     2. ทำความสะอาดไดชาร์จพร้อมทั้งฉีดน้ำยาไล่ความชื้น และเป่าลมให้แห้ง
     3. ทำความสะอาดเบาะนั่ง และตากให้แห้งในร่มที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
     4. ทำความสะอาดชุดกล่องฟิวส์ พร้อมทั้งฉีดน้ำยาไล่ความชื้น
     5. ทำความสะอาดไฟหน้า และไฟท้าย (ถ้ามีน้ำเข้า)
     6. ทำความสะอาดชุดตู้แอร์
     7. ทำความสะอาดชุดแผงนวมประตู (โดยให้ใส่ไว้ที่ประตูดังเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้บิดงอ)
     8. ทำความสะอาดชุดมอเตอร์ และรางกระจกประตู พร้อมทั้งไล่ความชื้น
     9. ทำความสะอาดและตรวจสอบชุดลูกรอกสายพานต่างๆ

ระดับน้ำ C-D : สูงเกินกว่าเครื่องยนต์ไปจนถึงหลังคา 
     1. ทำการตรวจเช็คแบตเตอรี่ หากพบว่ามีน้ำเข้าให้ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำกรด
     2. ทำการตรวจเช็คว่ามีน้ำเข้าเครื่องยนต์และเกียร์หรือไม่
     3. ทำความสะอาดชุดแผงนวมหน้าปัทม์
     4. ทำความสะอาดชุดหน้าปัทม์เรือนไมล์ พร้อมทั้งไล่ความชื้น
     5. ทำความสะอาดและไล่ความชื้นชุดสายไฟในแผงนวมหน้าปัด
     6. ถอดทำความสะอาดผ้าหลังคา

วิธีสังเกตว่ามีน้ำเข้าเครื่องยนต์หรือไม่
     ให้สังเกตจากสีของน้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันเกียร์ ถ้ามีน้ำสีจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นเหมือนสีนม        

วิธีแก้ไข

     ถ้าเครื่องหมุนได้
      ให้ทำการไล่น้ำออกทางหัวลูกสูบ โดยให้ถอดหัวเทียนหรือหัวฉีดและให้เปิดกรองอากาศออก เปิดลิ้นปีกผีเสื้อให้สุด สตาร์ทเครื่องเพื่อไล่น้ำออก  จากนั้นให้วัดกำลังอัดในกระบอกสูบว่าปกติหรือไม่  ถ้าปกติ ให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอีกครั้ง แล้วจึงลองสตาร์ทเครื่องว่าติดหรือไม่ หากกำลังอัดผิดปกติให้เปิดฝาสูบเพื่อตรวจเช็คความเสียหายต่อไป      

     ถ้าเครื่องหมุนไม่ได้
      ให้เปิดฝาสูบเพื่อตรวจเช็คความเสียหายต่อไป

ทั้งหมดที่กล่าวไปนั้นล้วนเป็นขั้นตอนปฏบัติง่ายๆ ในกรณีรถน้ำท่วม แต่สุดท้ายการส่งซ่อมศูนย์หรือเคลมประกันภัยรถยนต์นั้นถือเป็นความช่วยเหลือที่ดีที่สุดปรึกษาข้อมูลประกันรถยนต์กับวิริยะประกันภัยอุ่นใจแน่นอนใครที่กำลังมองหาประกันรถยนต์หรือต้องการทำประกันรถยนต์ เราขอแนะนำประกันรถยนต์จากวิริยะประกันภัย ทำประกันภัยรถยนต์ก็เป็นสิ่งสำคัญในการคุ้มครองรถยนต์ของคุณได้ไม่ว่าจะเป็น ประกันชั้น 1 ที่ดูแลครบ จบทุกความต้องการหรือ ประกันรถยนต์ 2+ ซื้อง่ายคุ้มครองเร็ว หรือประกันรถยนต์ 3+ ประกันคุ้มจบในที่เดียว และใครที่กำลังมองหาการต่อพรบรถยนต์ที่คุ้มค่า ที่วิริยะประกันภัยเรามีครบจบที่เดียว 

  • สำหรับใครที่สงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://viriyahphuket.com/ หรือโทรสอบถามที่เบอร์ 090-279-9449

บทความอ้างอิง บริษัท วิริยะประกันภัยจำกัด(มหาชน)

<< Share >>
MENU

LOGIN
YOUR IN ACCOUNT